วัน จันทร์ ที่ 18 ��ันวาคม พ.ศ. 2560
Home > ชุมนุมเซียน
    การประชุมเฟดรอบ 16-17 ก.ย.57:



คาดเฟดลด QE ต่อ ก่อนสิ้นสุดโครงการในการประชุมรอบถัดไป

เฟดน่าจะปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ/เดือนมาที่ระดับ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ/เดือน ในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน 2557 ก่อนที่จะสิ้นสุดมาตรการการซื้อสินทรัพย์ในเดือนตุลาคม 2557

สำหรับปัจจัยติดตามที่น่าสนใจ คงได้แก่มุมมองเศรษฐกิจของเฟดต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานในระยะข้างหน้า อันอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อช่วงจังหวะเวลาในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด นอกจากนี้ ตลาดคงจะให้ความสนใจกับการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวทางในการจัดการงบดุลของเฟดเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย ตลาดคงติดตามนัยจากการปรับตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจสร้างความผันผวนแก่ตลาดการเงิน ตลอดจน กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวตาม


เฟดน่าจะปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ/เดือนมาที่ระดับ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ/เดือน ในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน 2557 ก่อนที่จะสิ้นสุดมาตรการการซื้อสินทรัพย์ในเดือนตุลาคม 2557

สำหรับปัจจัยติดตามที่น่าสนใจ คงได้แก่มุมมองเศรษฐกิจของเฟดต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานในระยะข้างหน้า อันอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อช่วงจังหวะเวลาในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด นอกจากนี้ ตลาดคงจะให้ความสนใจกับการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวทางในการจัดการงบดุลของเฟดเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย ตลาดคงติดตามนัยจากการปรับตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจสร้างความผันผวนแก่ตลาดการเงิน ตลอดจน กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวตาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) น่าจะมีมติให้ปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงต่อเนื่อง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หรือจาก 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ/เดือน เหลือ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ/เดือน ก่อนที่จะปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ส่วนที่เหลือในการประชุมรอบถัดไปในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม 2557 อันเป็นการเปิดทางไปสู่การประกาศสิ้นสุดการซื้อสินทรัพย์ภายใต้โครงการ QE ของเฟดไปพร้อมๆ กัน

พัฒนาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่งสนับสนุนการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของ      เฟดอย่างต่อเนื่อง 
เฟดคงปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์อีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน 2557 ก่อนที่จะปรับลดส่วนที่เหลืออีก 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในช่วงเดือนตุลาคม 2557 อันเป็นการสิ้นสุดโครงการซื้อสินทรัพย์ หลังอานิสงส์จากการดำเนินมาตรการ QE ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเริ่มลดลง ขณะที่ความเสี่ยงภาวะฟองสบู่สินทรัพย์เริ่มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มาตรการ QE ของเฟดช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้จากโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อาทิ การฟื้นตัวของตลาดแรงงานที่มีค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นสูงกว่า 200,000 ตำแหน่งในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนและการลงทุนของภาคธุรกิจก็มีภาพการฟื้นตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่อง การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินสหรัฐฯ เข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมทั้ง แรงกดดันเงินเฟ้อที่ทยอยปรับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น
ในทางกลับกัน ความกังวลเกี่ยวกับผลของการดำเนินโครงการ QE  ของเฟดก็เริ่มปรากฎให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติของราคาสินทรัพย์ที่ไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน  ดังจะเห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเริ่มมีสัญญาณของภาวะการเก็งกำไรชัดเจนขึ้น ซึ่งสะท้อนจากระดับ PE Ratio  ที่ปัจจุบันอัตรา PE Ratio ของดัชนี Dow Jones และ S&P 500 อยู่ที่ 15.6 และ 18.1 เท่าตามลำดับ เทียบกับค่าเฉลี่ย ค.ศ. 2004 -2007 ที่มีค่าเฉลี่ยที่ 17.3 และ 17.8 เท่าตามลำดับ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อไปอีกระยะ เพื่อรอดูพัฒนาการของเศรษฐกิจ ก่อนพิจารณาปรับท่าทีในระยะถัดไป โดยนอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เฟดให้น้ำหนักแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา คงได้แก่ มุมมองของเฟดต่อการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยในการประชุมธนาคารกลางที่ Jackson Holes ประธานเฟดยังคงระบุถึงภาวะการจ้างงานว่ายังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่รวมทั้ง สภาวการณ์ของตลาดแรงงานที่มีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพ ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้ที่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากไม่สามารถหาตำแหน่งงานถาวรได้ และสัดส่วนผู้ว่างงานที่รวมผู้ที่ตัดสินใจเลิกหางาน (Marginally Attached Workers) ที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าอดีต อันเป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการคงนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี หากเฟดมีการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดแรงงานในเชิงบวกมากขึ้น ก็อาจจะเป็นการส่งสัญญาณถึงช่วงจังหวะของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กำลังเข้าใกล้มากขึ้นทุกขณะได้

จับตาการส่งสัญญาณของเฟดเพิ่มเติม...เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงิน และแนวทางบริหารงบดุล

สำหรับขนาดของการปรับลดมาตรการการซื้อสินทรัพย์ของเฟดในการประชุมครั้งนี้ คงไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดมากนัก เนื่องจากตลาดได้รับรู้ความเป็นไปได้ดังกล่าวแล้ว  ขณะที่ นอกจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและพัฒนาการในตลาดแรงงานแล้ว ตลาดคงให้น้ำหนักกับการส่งสัญญาณของเฟดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า และแนวทางที่เฟดจะบริหารจัดการขนาดงบดุลที่มีขนาดกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ด้วย

สำหรับการส่งสัญญาณถึงจังหวะในการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟดในช่วงที่ผ่านมา เฟดได้มีการระบุในแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินว่าจะมีการคงระดับอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันอีกระยะ หลังจากที่มาตรการการซื้อสินทรัพย์ของเฟดสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม ก็มีโอกาสเช่นกันที่ในการประชุมรอบนี้ เฟดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงคำพูดดังกล่าว เพื่อให้เฟดมีความคล่องตัวในการส่งสัญญาณถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้ามากขึ้น

ส่วนประเด็นการจัดการงบดุลของเฟดในระยะข้างหน้านั้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะในมิติของความสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด รวมทั้ง นัยต่อการบริหารจัดการระดับสภาพคล่องในระบบการเงินสหรัฐฯ  ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน ขนาดงบดุลของเฟดใหญ่เกินกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ฯ กอปรกับ เฟดมีบทบาทเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญในตลาดตราสารพันธบัตรสหรัฐฯ ดังจะเห็นได้จากปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คงค้างทั่วโลก ดังนั้น การส่งสัญญาณถึงแนวทางในการดูแลงบดุลในอนาคตของเฟด จึงมีผลทางตรงและทางอ้อมต่อทิศทางความเคลื่อนไหวของตลาดเงิน ตลาดทุนของโลกอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

สำหรับผลต่อประเทศไทย... ติดตามนัยจากการปรับตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจกระทบตลาดการเงิน ตลอดจน กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวตาม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ตลาดการเงินไทยคงให้น้ำหนักกับการส่งสัญญาณถึงทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้าเช่นกัน 
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา ด้วยพัฒนาการทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปรับฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ได้ทยอยส่งผลถึงคาดการณ์ถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และสะท้อนผ่านการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว  ขณะที่ หากการส่งสัญญาณของเฟด ยังคงย้ำถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น ก็ยิ่งน่าจะทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง   สถานการณ์ดังกล่าว สร้างความท้าทายเพิ่มเติมให้กับตลาดการเงินไทยผ่านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างพันธบัตรรัฐบาลไทยและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะปรับแคบลงอีก ซึ่งจะลดทอนความน่าดึงดูดของเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว  อันมีนัยตามมาใน 2 มิติหลัก นั่นคือ ประการแรก โอกาสที่จะมีกระแสเงินทุนของต่างชาติทยอยไหลกลับสู่ตลาดสหรัฐฯ คงทำให้ราคาสินทรัพย์สกุลเงินบาทมีโอกาสปรับฐานในระยะสั้น ซึ่งทางการไทยคงต้องวางแผนด้านสภาพคล่องเงินดอลลาร์ฯ เพื่อรับมือกับการปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ   และประการที่สอง ความเป็นไปได้ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย จะทยอยปรับตัวสูงขึ้นเมื่อมองออกไปในระยะกลางถึงยาว สอดคล้องกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ  ซึ่งบ่งชี้ต้นทุนทางการเงินของไทยมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้น อันถือเป็นปัจจัยที่ผู้ที่ต้องการระดมทุนในประเทศ คงต้องเตรียมพร้อมวางแผนรับมือล่วงหน้า

กล่าวโดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เฟดน่าจะยังคงดำเนินการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในการประชุมครั้งที่ 6 ของปี 2557 ในวันที่ 16-17 กันยายน 2557 นี้ ก่อนที่จะสิ้นสุดโครงการ QE เดือนตุลาคม 2557หลังอานิสงส์จากการดำเนินมาตรการ QE ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเริ่มลดลง ขณะที่ความเสี่ยงภาวะฟองสบู่สินทรัพย์เริ่มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เฟดคงจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำอีกสักระยะเพื่อรอดูพัฒนาการของเศรษฐกิจ ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป

สำหรับการประชุมในรอบนี้ ปัจจัยจับตา คงจะอยู่ที่มุมมองของเฟดต่อคาดการณ์เศรษฐกิจในระยะข้างหน้า และการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ อันอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อช่วงจังหวะในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในระยะถัดไป รวมถึงแนวทางในการบริหารงบดุลของเฟด  ขณะที่ สำหรับไทยนั้น นักลงทุนอาจต้องเตรียมพร้อมรับมือ ในกรณีที่การส่งสัญญาณของเฟดเกี่ยวกับจังหวะการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต มีผลกระทบต่อทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลตามมาต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวตาม อันหมายถึงต้นทุนทางการเงินของไทยมีโอกาสผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นได้



ที่มา  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย








    วันที่ : 16 กันยายน พ.ศ. 2557
Share
 
 
 
        หุ้น Yield Value Rank
        หุ้น Market Cap Rank
        หุ้น Closing Rank
        หุ้น Book Value Rank
        หุ้น P/E Ratio Rank
        www.gloryskygroup.com
        www.thaivi.com
        www.lsx.com.la
            
              
              
             สงวนลิขสิทธิ์ © 2002 - 2011 โดย Hooninside.com