Home > News Feed
    บจ. ไทยมีกำไรสุทธิ 2.85 แสนล้านบาท ในไตรมาส 1/2560 เพิ่มกว่า 21% จากการฟื้นตัวของธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี

 

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (19 พ.ค.59)-------บจ.  ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2560 รวม 2.85 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.43% จากงวดเดียวกันในปีก่อน จากการฟื้นตัวของหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคยังคงเติบโตได้ดี

 

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET จำนวน 572บริษัท หรือคิดเป็น 92.41จากทั้งหมด 619 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 1/2560 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 พบว่า บจ. มีกำไรสุทธิจำนวน 431 บริษัท คิดเป็น 75.35%ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด 

 

ไตรมาส 1/2560 บจ. มียอดขายรวม 2,705,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.28% และมีกำไรสุทธิ 284,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.36จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการดีขึ้นทั้งยอดขายและกำไรสุทธิ ทั้งนี้ บจ. มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.98ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559ผลของราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยในไตรมาส 1/2560 ที่สูงขึ้นราว 70จากช่วงเดียวกันในปีก่อน มาอยู่ที่ 53 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล ได้ส่งผลดีต่อหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์น้ำมัน ขณะเดียวกัน ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของหมวดธุรกิจอื่น ๆ โดยรวมเช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี หากไม่รวมหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ในไตรมาส 1/2560 ภาพรวมของกลุ่มธุรกิจอื่นมีผลประกอบการปรับดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจด้านการอุปโภคบริโภค โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 4.89และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2.31จากช่วงเดียวกันในปีก่อน

 

ในไตรมาส 1/2560 บจ. ไทยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผลจากยอดขายที่สูงขึ้น รวมถึงมีกำไรสูงขึ้นตามอัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่หมวดธุรกิจอื่น ๆ ที่มียอดขายและกำไรสุทธิเติบโตดีส่วนใหญ่ คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เช่น หมวดพาณิชย์ หมวดธุรกิจการเกษตร หมวดแฟชั่น หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หมวดธนาคาร และหมวดเหมืองแร่

 

อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของ บจ. ขนาดกลาง หรือกลุ่ม SET51-100 มีอัตราการเติบโตลดลง แต่หากดูจำนวน บจ. ที่มีกำไรสุทธิ ยังคงมีสัดส่วนอยู่ที่ 75ของ บจ. ทั้งหมดที่ส่งงบการเงิน ซึ่งเป็นสัดส่วนเดียวกันกับในไตรมาส 1/2559” ดร. สันติกล่าว

 

เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2559 บจ. มียอดขายเพิ่มขึ้น 1.56% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 41.98% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเมื่อเทียบกับในไตรมาส 4/2559 ซึ่งอยู่ที่ 24.38%

 

 

 

 

ในด้านโครงสร้างเงินทุนของ บจ. ยังคงอยู่ในเกณฑ์แข็งแง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E Ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ณ ไตรมาส 1/2560 อยู่ที่ 1.21 เท่า ใกล้เคียงกับ 1.20 เท่าในช่วงเดียวกันในปีก่อน และลดลงจาก 1.25 เท่า ณ สิ้นปี 2559 

 

ผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่บางหมวดธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากการที่ธุรกิจมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้น โดยไตรมาส 1/2560 บจ. mai มียอดขาย 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% และมีกำไรสุทธิ 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 23.77% ลดลงเล็กน้อยจาก 24.06% จากไตรมาส 1/2559

 

    

(สุกัญญา ศิริรวง รายงาน; เรียบเรียง;โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com/ )  
      
ที่มา: หุ้นอินไซด์


วันที่ : 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560