Home > News Feed
    บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : SEAFCO แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน ที่ 16.10 บ.


ราคาปิด 14.80 บาท ราคาพื้นฐาน 16.10 บาท
เดินหน้าเติบโตสูง แม้มีคู่แข่งเพิ่ม
• แม้ประกาศลดงานก่อสร้างในมือลงเป็น 1.5 พันล้านบาท แต่ยังเป็นยอดสูงสุดใหม่และไม่กระทบประมาณการ
• คาดปี 60 กำไรหลักเติบโตดี แต่ยังไม่เป็นยอดสูงสุดใหม่แพ้ปี 57 แต่ปี 61 จะทำได้ เพราะก่อสร้างงานรถไฟฟ้า
• แม้มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา แต่กลับเป็นสัญญาณดีว่าอุปทานน้อยเกินไป เราคาดว่าการตัดราคาจะเป็นเพียงระยะสั้น
• คงคำแนะนำ ซื้อ คาดว่ากำไร 3Q60 กลับมาฟื้นตัวดี การแตกพาร์จะเกิดขึ้นหลัง 12 ต.ค.60 ราคาปิดมีส่วนเพิ่ม 9%

ประกาศลดงานในมือ (Backlog) เพราะมอร์เตอร์เวย์ เดิม ณ สิ้นสุด 2Q60 บริษัทมีงานก่อสร้างในมือเป็น1.7 พันล้านบาท แต่จากการประชุมวานนี้บริษัทยอมรับว่าได้ปรับลดมาเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเนื่องจากงานมอร์เตอร์เวย์เมื่อทำการก่อสร้างจริงพบว่าการเจาะลงไปในพื้นดินนั้นตื้นกว่าแผน จึงทำให้มูลค่างานลดลง อย่างไรก็ตามในส่วน 1 พันล้านบาทที่สามารถรับรู้รายได้ทันในปีนี้เมื่อรวมกับรายได้ในรอบ 1H60 ที่ 878ล้านบาท แสดงว่าต้องได้งานใหม่และก่อสร้างให้ทันภายในปีนี้อีกประมาณ 122 ล้านบาท จึงจะได้ตามประมาณการรายได้ที่ 2 พันล้านบาท เราเห็นว่าอยู่ในวิสัยที่บริษัทจะทำได้ เนื่องจากงานฐานรากสำหรับอาคารสูงใช้เวลาก่อสร้างเสร็จเพียง 3-4 เดือน

คาดไปทำกำไรสูงสุดใหม่ (New High) ในงวดปี 61 แม้ว่าในงวดปีนี้จะทำรายได้เป็นสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2พันล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิใกล้ 10% ถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปีคือระหว่างปี 58-60 เราคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้เป็น 196 ล้านบาท สูงสุดกว่าทุกปี ยกเว้นปี 57 ที่ทำกำไรสุทธิได้สูงสุดที่ 210 ล้านบาท ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิที่สูงถึง 20.6% และ 11.2% ตามลำดับ เพราะเป็นปีที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและเขียวแต่เราคาดว่าปีนี้ทำได้เป็น 17.8% และ 9.8% ตามลำดับ เนื่องจากทำงานรถไฟฟ้าน้อย คือสายสีส้มที่จะเริ่มได้ประมาณ พ.ย.60 แต่กลับคาดว่าปี 61 กำไรสุทธิจะไปทำยอดสูงสุดใหม่ได้ที่ 289 ล้านบาท เพราะฐานรายได้ที่สูงกว่าปี 57 ถึง 25% เป็น 2.35 พันล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรที่ทำได้ใกล้เคียงกับปี 57 เพราะเป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มเต็มปี ซึ่งคาดว่าจะได้งานรับเหมาช่วงจาก CK ที่มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท (คิดเฉพาะค่าแรงที่มีอัตรากำไรขั้นต้นมากกว่า 30%) ประมาณ 4Q60 นี้

บริษัทไม่กังวลเรื่องคู่แข่งรายใหม่ เป็นที่ทราบกันดีในอุตสาหกรรมว่ามีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดงานเสาเข็มเจาะ แต่ทาง SEAFCO กลับมองในแง่ดีว่าเป็นเพราะภาวะอุตสาหกรรมมีความสดใส แต่ผู้ประกอบการมีไม่เพียงพอต่อโครงการขนาดใหญ่ทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้น เรามีมุมมองว่าชว่ งแรกๆอาจจะมีการแข่งขันการตัดราคาบ้างเพื่อให้ได้รับงาน แต่เมื่อมีปริมาณงานที่มากเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ก็จะทำให้มีการเลือกงานที่จะให้กำไรสูง ก็จะผ่อนคลายเรื่องนี้ลง อีกทั้งการที่บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานานถึง 42 ปี และมีส่วนครองตลาดสูงสุดที่ประมาณ 30% ก็จะทำให้มีความสามารถและประสบการณ์ที่สูงเหนือกว่ารายใหม่ ทั้งทางด้านการประมูลงาน และประหยัดต้นทุนการก่อสร้าง

เข้าประมูลงานขนาดใหญ่นับจากนี้ มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ด้านงานภาครัฐคือ รถไฟทางคู่ 5 สาย รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ทางด่วนใหม่ พระราม 3-ดาวคะนอง และส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีส้มและน้ำเงิน เป็นต้น ส่วนงานภาคเอกชนที่น่าสนใจคือ One Bangkok ซึ่งเปิดให้ยื่นซองแล้วรวมทั้ง Mixed Use ที่ถนนพระราม 9 เป็นต้น

คาดกำไร 3Q60 ฟื้นตัว และมีความพร้อมด้านเครื่องเจาะ แม้ในงวด 3Q60 ปีนี้ฝนตกเร็วและแรง แต่บริษัทเห็นว่าในงวด 3Q60 ไม่มีโครงการใดที่มีภาวะต้นทุนบานปลาย (Cost Overrun) ต่างจากปีที่แล้ว y-o-y หรือ3Q59 มีกำไรสุทธิเพียง 12 ล้านบาท เพราะเกิด Cost Overrun สำหรับโครงการทางลอดพรานนก ส่วนเทียบกับq-o-q หรือ 2Q60 ที่มีกำไรไม่มากเพียง 38 ล้านบาท สืบเนื่องจาก 2 สาเหตุคือ 1) มีวันหยุดมากโดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ และ 2) มีหลายโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และอยู่ในช่วงเริ่มก่อสร้างโครงการใหม่ จึงยังผลให้มีรายได้ต่ำ ด้านเครื่องจักรสำหรับขุดเจาะมีการเพิ่มไปถึง 40 เครื่องแล้วในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ใหม่ต่อปีเพิ่มได้สูงสุดเป็น 3 พันล้านบาท นับว่าเพียงพอเทียบกับรายได้ปีนี้ที่คาดว่าจะเป็นเพียง 2 พันล้านบาท

คงคำแนะนำ ซื้อ การแตกพาร์จะเกิดขึ้นหลัง 12 ต.ค.60 ซึ่งเป็นวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งจะต้องมีการอนุมัติเรื่องนี้ก่อน ซึ่งเราคาดว่าจะไม่มีปัญหา และยังผลให้สภาพคล่องการซื้อขายหุ้นจะดีขึ้นมาก ราคาหุ้นจะปรับลงกึ่งหนี่ง ส่วนการขยายงานไปยังต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงนั้น สำหรับประเทศพม่า ได้เคยมีการเริ่มงานแล้ว ด้านประเทศกัมพูชาคาดว่าจะเริ่มได้ในงวดปีหน้าหรือปี 61 ขณะนี้อยู่ในช่วงประมูลงาน 1 โครงการ หากสำเร็จจะทำให้มีสัดส่วนงานต่างประเทศประมาณ 5% จากทั้งหมด ทั้งนี้ กำหนดราคาพื้นฐานเป็น 16.10 บาทด้วย P/E ปี 61 ที่ 17.0 เท่า ราคาปิดมีส่วนเพิ่ม 9% ผนวกกับคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลปี 61 อีก 3%รวมเป็น 12% และฐานะการเงินดี คาดการณ์อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Gearing Ratio) ปลายปีนี้ต่ำเพียง 0.1เท่า

นักวิเคราะห์ : สมบัติ เอกวรรณพัฒนา : sombata@th.dbsvickers.com

    

(นวพร เชื้อเมืองพาน เรียบเรียง ;โทร.02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com )

ที่มา: หุ้นอินไซด์


วันที่ : 14 กันยายน พ.ศ. 2560