Home > News Feed
    HotNews:TISCO กำไรพุ่งนิวไฮ หลังรับโอนพอร์ตSCBT

 

HotNews:TISCO กำไรพุ่งนิวไฮ หลังรับโอนพอร์ตSCBT



   สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(  12  ตุลาคม  2560 ) --------TISCO มั่นใจปีนี้กำไรนิวไฮจากปีก่อนทำได้5พันลบ. หลังรับโอนพอร์ตSCBT หนุน   หั่นเป้าสินเชื่อปีนี้เหลือโต10% จากเดิมคาดโต15%  เหตุภาวะเศรษฐกิจฟื้นช้า-แข่งขันสูง  คาด NPLทั้งปีนี้ทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบัน 2.3% คาดตั้งสำรองQ4/60ลดลงจากQ3/60  หลัง  Coverage ratio มากกว่าระดับ 180%    พร้อมคาดสินเชื่อปีหน้าโตไม่ถึง10% หากไม่มีดีลซื้อกิจการเพิ่ม
     นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่ามั่นใจกำไรสุทธิ ปีนี้จะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ  5.005 ล้านบาท   โดย 9เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิแล้วราว 4,500 ล้านบาท   หลังรับโอนธุรกิจรายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT ที่ดำเนินการได้เสร็จสมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้ ทั้งในส่วนของเงินฝาก สินเชื่อ บริการธนบดีธนกิจและธุรกิจนายหน้าประกันภัย โดยสามารถรับโอนย้ายพอร์ตรายย่อยเข้ามาด้วยมูลค่าสินเชื่อประมาณ 36,000 ล้านบาท และเงินฝากประมาณ 15,000 ล้านบาททำให้สามารถต่อยอดธุรกิจและเพิ่มช่องทางการบริการให้เติบโตมากยิ่งขึ้น 
 ทั้งนี้หลังจากที่ทางธนาคารฯได้รับโอนสินทรัพย์ จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนมาทั้งสิ้น 36,000ล้านบาท โดยพอร์ตที่รับโอนมาแบ่งเป็น สินเชื่อเพื่อการเคหะ 24,000ล้านบาท , สินเชื่อบุคคล 5,000ล้านบาท , สินเชื่อธุรกิจรายย่อย 3,400ล้านบาท , สินเชื่อบัตรเครดิต 3,300ล้านบาท  จึงทำให้พอร์ตสินเชื่อเติบโตได้ค่อนข้างมาก ซึ่งพอร์ตของ SCBT คิดเป็น 16-17% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด 
     อย่างไรก็ตามธนาคารฯ ปรับลดเป้าสินเชื่อปีนี้เหลือโต10% จากเดิมคาดสินเชื่อจะโตราว15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า อีกทั้งความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าบางส่วนที่มีปัญหาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง  รวมถึงการแข่งขันในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในระดับสูง 
 พร้อมกันนี้คาดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทั้งปีนี้จะทรงตัวที่ระดับปัจจุบัน  2.3%  ตามการบริหารพอร์ตสินเชื่อที่ดีอย่างสม่ำเสมอ  โดย NPL ที่มาจาก SCBT   อยู่ที่ 3% ซึ่งธนาคารฯได้ตั้งสำรองครบแล้ว
 ขณะที่คาดช่วงไตรมาส4/60 การตั้งสำรองจะลดลงจากช่วงไตรมาส3/60 เนื่องจากอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ(coverage ratio) ปัจจุบันอยู่ที่ระดับมากกว่า 180% ซึ่งสูงกว่าระบบที่เฉลี่ยอยู่ 130-140%  
 นอกจากนี้ธนาคารฯ คาดสินเชื่อปี61 จะโตไม่ถึงระดับ10% หากไม่มีดีลการซื้อกิจการขนาดใหญ่เพิ่มเติมเกิดขึ้น โดยปีนี้สินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตได้10%    เนื่องจากแรงสนับสนุน จากการรับโอนจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT เข้ามา
 สำหรับการรวมพอร์ตสินเชื่อรายย่อยของ SCBT เข้ามามีมูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านบาท ทำให้สินเชื่อคงค้างของธนาคารในปัจจุบันเพิ่มเป็น 2.5 แสนล้านบาท จากเดิมที่ 2.15 แสนล้านบาท และคาดว่าสิ้นปี 60 ธนาคารจะมีสินเชื่อคงค้างรวมอยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งสัดส่วนสินเชื่อของธนาคารหลังการควบรวมจะเปลี่ยนแปลงดังนี้ สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยจะเพิ่มเป็น 80% จากเดิมที่ 75% สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยจะลดลงเป็น 14-15% จากเดิมที่ 17% และสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีจะลดลงเป็น 5% จากเดิมที่ 6-7%
   ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารในปีนี้ยังคาดว่าเติบโต 10% สูงขึ้นมากกว่าปีก่อนที่เติบโต 5-6% เป็นผลจากการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านช่องทางธนาคารที่เติบโตดี และรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เช่น ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจบริหารจัดการกองทุนรวม และธุรกิจวาณิชธนกิจและที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งมีการเติบโตตามภาวะตลาดหุ้น และมีบริษัทใหม่ ๆ เข้ามาเตรียมความพร้อมเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น
     
  นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า การรับโอนธุรกิจรายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเข้ามาช่วยเสริมให้ทิสโก้มีโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ๆ รวมทั้งนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการเด่นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยเรามองประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับก่อน สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนเราเปิดบริการ Open Architecture อย่างเต็มรูปแบบทั้งเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับลูกค้า จากที่โดยทั่วไปจะเห็นว่าเวลาลูกค้าไปธนาคารจะได้รับการนำเสนอผลิตภัณฑ์เฉพาะของธนาคารนั้นๆ แต่ TISCO Open Architecture ก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ เราเป็นธนาคารที่เปิดกว้างให้ลูกค้าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์กองทุน และประกันชีวิตได้หลากหลายค่าย โดยเราคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดของแต่ละค่าย มาแนะนำให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในที่เดียว
   ด้านสินเชื่อ ธนาคารจะขยายการเติบโตในธุรกิจสินเชื่อบ้าน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นสำหรับลูกค้าที่ต้องการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์ อย่างสินเชื่อ Mortgage Saver ที่จะช่วยให้ลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงและบริหารสภาพคล่องได้ในเวลาเดียวกัน โดยลูกค้าสามารถชำระค่างวดเกินกว่าที่ธนาคารกำหนดเพื่อนำมาลดเงินต้นโดยไม่มีค่าปรับและสามารถถอนเงินส่วนที่ชำระเกินออกมาใช้ได้ ช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของบ้านได้เร็วขึ้น ส่วนธุรกิจบัตรเครดิต ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่ดำเนินการโดยบริษัทออล-เวย์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มทิสโก้ เราได้ใช้บริการธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดให้ดูแลต่อเป็นเวลา 1 ปี โดยเราจะรักษาฐานลูกค้าและดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
      "ตอนนี้ทิสโก้มีจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี และเราจะมุ่งขยายฐานลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสและต่อยอดการเติบโตในธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจด้านการเงินและมองหาผลิตภัณฑ์ที่ให้สิทธิประโยชน์ที่ดีในตลาด ทั้งผลิตภัณฑ์สินเชื่อ การออม การลงทุน ประกันภัย โดยปัจจุบันเรามีสาขา 60 แห่ง และในอนาคตเราจะทำตลาด รวมถึงพัฒนาช่องทางต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น" นายศักดิ์ชัย กล่าว

** สรุปผลประกอบการ ไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 **
          ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ ในไตรมาส 3 ปี 2560 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% จากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลัก ประกอบกับการตั้งสำรองหนี้สูญที่ปรับตัวลดลง รายได้ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากความสามารถในการรักษาอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อรวม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น 8.5% สาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น 7.8% จากการขยายตัวของธุรกิจนายหน้าประกันภัย ประกอบกับรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเติบโต 19.2% จากการออกกองทุนที่ตอบรับความต้องการของลูกค้า ในขณะเดียวกัน การตั้งสำรองหนี้สูญลดลง 44.0% ตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแผนการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ 
          สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 4,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.0% จากการปรับตัวดีขึ้นของรายได้จากทุกภาคธุรกิจ รายได้ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น 8.5% จากการเติบโตของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจจัดการกองทุน อีกทั้ง การตั้งสำรองหนี้สูญลดลง 36.4% ตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กลุ่มทิสโก้ยังคงสามารถควบคุมต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมอยู่ในระดับต่ำที่ 42.1%
          สำหรับเงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 ก.ย. 2560 มีจำนวน 215,038 ล้านบาท ลดลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ดี สินเชื่ออเนกประสงค์ยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะการขยายตัวของสินเชื่อ "สมหวัง เงินสั่งได้" ซึ่งเติบโตต่อเนื่องอีก 11.5% ในไตรมาสนี้ ตามแผนการขยายธุรกิจและการขยายสาขาสำนักอำนวยสินเชื่อ ในขณะเดียวกัน หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการปรับตัวดีขึ้นของคุณภาพสินเชื่อรวม โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมลดลงมาอยู่ที่ 2.3% 
          ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาโดยตลอดทั้งปี โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ (BIS Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 20.5 สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 9.75% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 15.6% และ 4.9% ตามลำดับ 
 สำหรับผลประกอบการปีนี้ บริษัทมั่นใจว่ากำไรสุทธิปีนี้ จะทำสถิติสูงสุดใหม่  จากปี59 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,005.89   ล้านบาท  หลังรับโอนธุรกิจรายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT ที่ดำเนินการได้เสร็จสมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้ ทั้งในส่วนของเงินฝาก สินเชื่อ บริการธนบดีธนกิจและธุรกิจนายหน้าประกันภัย โดยสามารถรับโอนย้ายพอร์ตรายย่อยเข้ามาด้วยมูลค่าสินเชื่อประมาณ 36,000 ล้านบาท และเงินฝากประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ทิสโก้สามารถต่อยอดธุรกิจและเพิ่มช่องทางการบริการให้เติบโตมากยิ่งขึ้น 
 ส่วนสินเชื่อปีนี้ธนาคารฯปรับลดเป้าสินเชื่อ เหลือโต10% จากเดิมคาดโต15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นช้า  ส่วนระดับ NPLทั้งปีนี้ทรงตัวอยู่ที่ 2.3%
 พร้อมกันนี้บริษัท คาดตั้งสำรองQ4/60ลดลงจากQ3/60  หลัง  Coverage ratio มากกว่าระดับ 180%    


-----จบ----
    

(กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา รายงาน;สุกัญญา ศิริรวง เรียบเรียง ;โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ) 
     
ที่มา: หุ้นอินไซด์


วันที่ : 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560