Home > News Feed
     ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กร WHA ที่ “A-” ด้วยแนวโน้ม “Stable”

 

        


  สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(   14 พฤศจิกายน   2560)-------ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะในการแข่งขันที่แข็งแกร่งของบริษัทในธุรกิจพัฒนาคลังสินค้าและการเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของประเทศ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงฐานรายได้ประจำจำนวนมากที่บริษัทได้รับจากสินทรัพย์ให้เช่า รวมทั้งจากธุรกิจการให้บริการสาธารณูปโภค และจากการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตถูกลดทอนบางส่วนจากความผันผวนของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ในขณะที่การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความยืดหยุ่นทางการเงินของบริษัทจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ด้วย

         บริษัทดับบลิวเอชเอเป็นผู้นำในธุรกิจคลังสินค้าที่สร้างตามความต้องการของลูกค้า (Built-to-suit) บริษัทก่อตั้งในปี 2550 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2555 ณ เดือนพฤษภาคม 2560 กลุ่มของ ดร. สมยศ อนันตประยูรและคุณจรีพร จารุกรสกุลเป็นผู้ถือหุ้นหลักโดยมีสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 47% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท

         บริษัทดับบลิวเอชเอได้ขยายการเติบโตด้วยการซื้อกิจการเกือบทั้งหมดในสัดส่วน 98.5% ของ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทย บริษัทได้ซื้อกิจการโดยการทำสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และการทำคำเสนอซื้อโดยสมัครใจในช่วงปลายปี 2557 จนถึงปี 2558 ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 43,258 ล้านบาท

         การซื้อกิจการของบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดินช่วยให้บริษัทมีศักยภาพในการให้บริการที่กว้างขวางและครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยธุรกิจของบริษัทประกอบด้วย ธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า นิคมอุตสาหกรรม บริการสาธารณูปโภค และผลิตไฟฟ้า บริษัทยังได้ฐานรายได้ประจำจำนวนมากจากธุรกิจการให้บริการสาธารณูปโภคและเงินปันผลจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่บริษัทเหมราชพัฒนาที่ดินได้ลงทุนมาก่อนหน้านี้

         บริษัทดับบลิวเอชเอได้กลายมาเป็นผู้นำในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของประเทศด้วยการมีส่วนแบ่งทางการตลาดโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 35% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผ่านทางบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีการขายที่ดินมากที่สุดเป็นอันดับสองคือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) (28%) และผู้ประกอบการที่ขายที่ดินมากเป็นอันดับสามคือ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) (20%) ณ เดือนกันยายน 2560 บริษัทดับบลิวเอชเอมีที่ดินที่พร้อมสำหรับขายรวมทั้งสิ้นจำนวน 9,229 ไร่ ซึ่งประมาณ 84% ของที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศในจังหวัดระยองและชลบุรี

         ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานและฐานลูกค้าที่มีชื่อเสียง บริษัทดับบลิวเอชเอ ยังเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการคลังสินค้าที่สร้างตามความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีผู้เช่าของบริษัทเติบโตอย่างมาก หากไม่รวมพื้นที่ของบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน พื้นที่ที่มีผู้เช่า (Leased Area) ของบริษัทและภายใต้การบริหารงานของบริษัทขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 298,139 ตารางเมตร (ตร.ม.) ในปี 2554 มาอยู่ที่ระดับ 1,145,204 ตร.ม. ณ เดือนกันยายน 2560 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 26% พื้นที่ให้เช่าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งภายหลังจากการซื้อกิจการของบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2560 พื้นที่ที่พร้อมให้เช่าทั้งหมดรวมพื้นที่ที่มีการลงนามในสัญญาเช่าแล้ว (Preleased Area) ของบริษัทเท่ากับ 2,123,989 ตร.ม. ในส่วนของพื้นที่ที่มีผู้เช่านั้น ณ เดือนกันยายน 2560 บริษัทมีพื้นที่ที่มีผู้เช่าภายใต้การบริหารงานของบริษัทจำนวน 1,536,682 ตร.ม. โดยประกอบด้วยพื้นที่เช่าที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์และ REIT เป็นเจ้าของจำนวน 1,160,167 ตร.ม. พื้นที่เช่าของบริษัทเองและร่วมกับบริษัทร่วมทุนจำนวน 275,989 ตร.ม. และพื้นที่เช่าของบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดินจำนวน 100,526 ตร.ม.

         ภายหลังจากการซื้อกิจการของบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่โครงสร้างเงินทุนของบริษัทอ่อนแอลงมาก การลงทุนจำนวน 43,258 ล้านบาทนั้น บริษัทจ่ายชำระโดยใช้เงินกู้จากธนาคารจำนวน 74% และส่วนที่เหลือ 26% มาจากการเพิ่มทุน ระดับเงินกู้รวมของบริษัทจึงเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยอยู่ที่ 47,627 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2558 เพิ่มขึ้นจากระดับ 10,503 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความพยายามอย่างมากในการปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนและลดระดับหนี้สินลง ที่ผ่านมาบริษัทได้ชำระคืนเงินกู้ด้วยเงินปันผลรับจากบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน ตลอดจนขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลักรวมถึงสินทรัพย์ให้เช่าซึ่งประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่า โรงงานให้เช่าสำเร็จรูป และคลังสินค้าให้เช่าให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หลายครั้ง นอกจากนี้ บริษัทยังได้นำเงินบางส่วนที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering -- IPO) ของบริษัทย่อยด้านการให้บริการสาธารณูปโภคและผลิตไฟฟ้าคือ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (WHAUP) มาจ่ายชำระหนี้เงินกู้ด้วย ทั้งนี้ บริษัทได้ใช้เงินจำนวน 80% ของเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนจำนวนประมาณ 6,000 ล้านบาทไปจ่ายชำระหนี้เงินกู้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ระดับ 56.9% ณ เดือนกันยายน 2560 จากระดับ 70.1% ในปี 2557 การเพิ่มขึ้นของเงินทุนจากการดำเนินงานและการลดลงของหนี้เงินกู้ส่งผลให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 9.3% (ปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปีด้วยผลการดำเนินงานย้อนหลัง 12 เดือน) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 6% ในปี 2558 และ 8% ในปี 2559

         รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าภายหลังจากรวมกิจการของบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดินเข้ามา โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 4,888 ล้านบาทในปี 2557 มาอยู่ที่ระดับ 11,437 ล้านบาทในปี 2558 บริษัทมีรายได้ประจำจากการให้บริการสาธารณูปโภคและรายได้ค่าเช่าจำนวน 2,971 ล้านบาทในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากรายได้ค่าเช่าที่ระดับ 551 ล้านบาทในปี 2557 สำหรับปี 2559 แม้ว่ารายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง แต่รายได้รวมกลับเพิ่มขึ้นมากจากระดับ 11,437 ล้านบาทในปี 2558 มาอยู่ที่ 17,821 ล้านบาทในปี 2559 รายได้ประจำจากการให้บริการสาธารณูปโภคและรายได้ค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 23.1% มาอยู่ที่ระดับ 3,658 ล้านบาทในปี 2559 นอกจากนี้ บริษัทและบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดินยังได้ขายสินทรัพย์เข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และบันทึกเป็นรายได้รวม 11,737 ล้านบาทในปี 2559 อีกด้วย รายได้จากการขายสินทรัพย์ในปี 2559 เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายสินทรัพย์ที่ประมาณ 4,300-4,500 ล้านบาทในปี 2557-2558 จึงส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 1,677 ล้านบาทในปี 2557 เป็น 5,201 ล้านบาทในปี 2558 และ 7,026 ล้านบาทในปี 2559 ในขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 1,152 ล้านบาทในปี 2557 เป็น 2,865 ล้านบาทในปี 2558 และ 3,406 ล้านบาทในปี 2559

         ผลประกอบการทางการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ตามผลประกอบการของบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้รวมของบริษัทเกือบ 90% มาจากบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดินและบริษัทย่อย รายได้รวมของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยอยู่ที่ระดับ 4,784 ล้านบาท รายได้ที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากยอดโอนที่ดินที่เพิ่มมากขึ้นและรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการโอนที่ดินในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 เท่ากับ 2,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 785 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รายได้ประจำจากการให้บริการสาธารณูปโภคและรายได้ค่าเช่าซึ่งโดยปกติคิดเป็นสัดส่วน 20%-30% ของรายได้รวมต่อปี รายได้จากการให้บริการสาธารณูปโภคเติบโต 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 มาอยู่ที่ระดับ 1,549 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 รายได้ค่าเช่าลดลงเหลือ 868 ล้านบาท จาก 1,271 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนอันเนื่องมาจากการที่บริษัทขายสินทรัพย์จำนวนมากในช่วงปลายปี 2559 และจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาซึ่งส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ลดลง บริษัทมี EBITDA เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยอยู่ที่ระดับ 3,751 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560

         นอกเหนือจากรายได้ประจำจากการให้บริการสาธารณูปโภคและค่าเช่าแล้ว บริษัทยังได้รับเงินปันผลจากการลงทุนในโรงไฟฟ้า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ REIT อีกหลายแห่งด้วย บริษัทถือหุ้นในโรงไฟฟ้าหลายแห่งภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producer -- IPP) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer -- SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer -- VSPP) บริษัทได้รับเงินปันผลจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าและกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้นประมาณ 850 ล้านบาทในปี 2559 คิดเป็นสัดส่วน 12% ของ EBITDA และคาดว่าเงินปันผลรับจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่จะทยอยดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2560-2562 ปัจจุบันกำลังการผลิตติดตั้งรวมของโรงไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 447 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 542 เมกะวัตต์ในปี 2562 เงินปันผลรับคาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,500 ล้านบาทเมื่อโรงไฟฟ้าทั้งหมดที่บริษัทลงทุนนั้นดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ครบทุกหน่วยตามแผนงาน

         แม้ว่าในระยะสั้นการลงทุนภายในประเทศจะซบเซา แต่ประเทศไทยยังคงมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาวจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์และการมีระบบสาธารณูปโภคที่ดี นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนยังมาจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกซึ่งได้รับการผลักดันจากภาครัฐ โดยวางงบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการลงทุนในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน และนักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีตามนโยบายใหม่จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอีกด้วย

         ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้ง คาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 3,500-4,200 ล้านบาทต่อปีในปี 2560-2562 บริษัทและบริษัทย่อยมีแผนการลงทุนจำนวนมากถึงประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาทต่อปี โดยแผนลงทุนประกอบด้วยการลงทุนค่าซื้อที่ดินและค่าพัฒนาที่ดินในประเทศไทยรวมถึงในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม ตลอดจนการลงทุนในธุรกิจการให้บริการสาธารณูปโภคและโรงไฟฟ้า จากระดับเงินลงทุนและเงินทุนจากการดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนให้อยู่ในระดับปานกลาง และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมจะอยู่ที่ประมาณ 10% ในช่วงระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า

         สภาพคล่องของบริษัทถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ บริษัทมีเงินกู้และหุ้นกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระใน
ไตรมาสที่ 4 ของปี
2560 ประมาณ 800 ล้านบาทและที่จะครบกำหนดชำระอีกจำนวน 5,000-6,000 ล้านบาทต่อปีในปี 2561-2563 บริษัทยังมีตั๋วแลกเงินคงค้างจำนวนรวม 2,500 ล้านบาทด้วย บริษัทวางแผนจะขายสินทรัพย์ให้เช่าเข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทุก ๆ ปี โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 บริษัทและบริษัทย่อยมีแผนจะขายสินทรัพย์ให้เช่ามูลค่ารวม 4,400 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวนประมาณ 3,800 ล้านบาท รวมทั้งมีเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดอีกจำนวน 1,758 ล้านบาท ณ เดือนกันยายน 2560 ด้วย

 

แนวโน้มอันดับเครดิต

         แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ คงที่ สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจคลังสินค้าและนิคมอุตสาหกรรมต่อไปได้โดยที่บริษัทจะยังคงควบคุมระดับโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม แม้ว่าจะยังคงดำเนินกลยุทธ์เพื่อการเติบโตก็ตาม รายได้ประจำจากธุรกิจการให้บริการสาธารณูปโภค ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ตลอดจนรายได้จากการขายสินทรัพย์เข้าทรัสต์ จะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนจากยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมให้แก่บริษัทได้

         อันดับเครดิตของบริษัทอาจถูกปรับลดลงหากการลงทุนของประเทศถดถอยลงจนส่งผลกระทบทำให้รายได้และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทอ่อนแอลงกว่าที่คาด การลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินกู้จำนวนมากซึ่งจะส่งผลให้โครงสร้างเงินทุนของบริษัทอ่อนแอลงและลดทอนความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทก็จะเป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิตด้วยเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นหากกระแสเงินสดของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่องโดยที่บริษัทมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง

 


 

 

 

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA)

อันดับเครดิตองค์กร                                                                                                     A-

แนวโน้มอันดับเครดิต:                                                                                                  Stable


    

(สุกัญญา ศิริรวง รายงาน; เรียบเรียง;โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com/ )  
      
ที่มา: หุ้นอินไซด์


วันที่ : 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560