Home > News Feed
     JMART แจง ปรับปรุง White Paper ของ J FinCoin แล้ว คาดได้เงินระดมทุนใน Q1/61 ,ไม่เกิด Dilution Effect
  สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 14 กุมภาพันธ์   2561)--------   นางสาวลัดดา วรุณธารากุล เลขานุการบริษัท บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า   ตามที่บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ได้เปิดเผยสารสนเทศ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 เรื่อง บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (“บริษัทย่อย” หรือ “JVC”) อยู่ระหว่างการเตรียมการออกเสนอขายด้วยดิจิทัล โทเคน ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (Initial Coin Offering: ICO) ซึ่งมีรายละเอียดตามเอกสารสารสนเทศที่ปรากฎ และบริษัทได้ขอแจ้งว่าบริษัทย่อยได้ปรับปรุง White Paper ฉบับเผยแพร่ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งได้นำขึ้นไว้บนเว็บไซต์ www.jfincoin.io บริษัทขอชี้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งเป็นสารสนเทศที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1. สิทธิประโยชน์ที่ผู้สนับสนุน JFin Coin จะได้รับ และลักษณะประเภทของดิจิทัลโทเคนที่เสนอขาย
จากเอกสาร White Paper ฉบับเผยแพร่ล่าสุดวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 บริษัทย่อยได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้สนับสนุนจะได้รับ โดยจากข้อมูลหน้าที่ 15 ของ White Paper ฉบับเผยแพร่ ย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า ภายใต้ระบบ Decentralized Digital Lending Platform (“DDLP”) ประมาณการณ์การแบ่งค่าธรรมเนียม ซึ่งระบุไว้ใน White Paper ว่ามีอัตราที่ประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของมูลค่าธุรกรรม (ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของธุรกิจ และระบบนิเวศน์ของระบบ (Ecosystem) เป็นต้น) ประมาณร้อยละ 15 – 30 ของค่าธรรมเนียม สำหรับระบบ JFin Decentralized Network (Blockchain) ซึ่งค่าธรรมเนียมที่แบ่งส่วนนี้ผู้ที่เป็น Chain Validator จะได้รับไปในรูปแบบของโทเคนซึ่งจะมีระบบแปลงค่าผ่านตลาดรองด้วยระบบที่ราคา JFin โทเคน ณ วันนั้น และอีกส่วนประมาณ ร้อยละ 70 – 85 ของค่าธรรมเนียมสำหรับ JFin DDLP Platform ซึ่งส่วนแบ่งนี้จะได้รับเป็นเงินบาท โดยผู้รับคือบริษัทย่อยอย่างไรก็ตาม การแบ่งส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมอาจมีการเปลี่ยนแปลงไดอันเนื่องจากความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และระบบนิเวศน์ของระบบ (Ecosystem)
ทั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องหลักในระบบ DDLP ในระบบมีสิทธิประโยชน์ดังต่อไปนี้
1) ผู้ที่เป็นผู้ให้กู้ ภายในระบบ Blockchain จะเป็นผู้จัดหาเงินกู้ให้โดยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยบนเงินกู้ที่ปล่อยกู้
2) ผู้ที่เป็นผู้กู้ จะต้องผ่านกระบวนการ KYC เพื่อพิสูจน์ตัวตน และสร้าง E-Wallet และสามารถเข้ามาขอกู้ในระบบ DDLP
3) ผู้ที่เป็นผู้สอบทานระบบ หรือ Chain Validator ด้วยกลไกของระบบ Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) ที่พัฒนาด้วยระบบ Blockchain ซึ่งใช้กลไก Proof of Stake นั้น ผู้ถือดิจิตัลโทเคนที่ประสงค์ที่จะเป็นผู้สอบทานธุรกรรมบนระบบ Blockchain หรือ Chain Validator จะได้รับดิจิตัลโทเคน ในฐานะที่เข้ามาทางานเป็น Validator ในสัดส่วนร้อยละ 15 – 30 ทั้งนี้ภายในระบบ Proof of Stake นั้นจะมีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการจัดสรรแบบสุ่ม (Random) อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่ถือดิจิทัลโทเคน ไม่ประสงค์ที่จะเป็น Chain Validator จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ จากการถือดิจิทัลโทเคน JFin
นอกจากนี้ สำหรับประโยชน์ของผู้ถือโทเคน อีกประการหนึ่ง คือ โทเคนที่ถือสามารถซื้อขายในตลาดรองได้ ซึ่งปัจจุบันคือ ตลาด TDAX โดยราคาของโทเคนจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์ และอุปทานของโทเคน
ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าใช้ระบบ DDLP ทั้งผู้กู้ และผู้ขอกู้ จะต้องมี JFin โทเคนเพื่อนาเข้าสู่ระบบ DDLP เพื่อนา JFin Token มาใช้เป็นค่าธรรมเนียมสาหรับระบบที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืม ต่างๆ เช่น E KYC, Credit Scoring หรือ e-Wallet เป็นต้น
สำหรับข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เข้ามาสนับสนุน JFin โทเคน คือ ในกรณีที่บริษัทย่อยไม่สามารถพัฒนาระบบ DDLP ได้เสร็จสิ้นผู้ถือโทเคนจะไม่ได้รับเงินคืนใดๆ และบริษัทได้ระบุใน White Paper ว่า ICO นี้จะยกเลิกหากออกเสนอขายได้น้อยกว่า 30 ล้านโทเคน (Soft Cap) โดยหากออกเสนอขายไม่สาเร็จบริษัทจะคืนเงินให้กับผู้ที่สนับสนุนต่อไปอย่างเร็วที่สุด และผู้ถือ JFin Token จะไม่ได้รับเงินคืนใดในกรณีที่บริษัทย่อยปิดชาระกิจการ
สำหรับลักษณะประเภทของดิจิทัลโทเคนที่เสนอขายนั้น ยังไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ออกมาตีความว่า ดิจิตัลโทเคน ที่เสนอขายนั้นเป็นแบบ Utility Token หรือ Security Token ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางจากหน่วยงานที่มีหน้าที่กากับดูแล
2. แผนการใช้เงินจากการออกเสนอขายดิจิทัลโทเคน
จากเอกสาร White Paper ฉบับเผยแพร่ล่าสุดวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ได้ชี้แจงรายละเอียดของแผนการใช้เงินจากการออกเสนอขายดิจิทัลโทเคน ดังต่อไปนี้
ร้อยละ 75 : สำหรับการนำไปพัฒนาระบบ (Platform Development) เพื่อประโยชน์ต่อผู้ถือโทเคน ซึ่งหมายรวมถึงการลงทุนพัฒนาระบบ Blockchain, Credit Scoring, Crypto-Wallet, Big Data Analysis, Mergers and Acquisitions, การพัฒนาทรัยากรมนุษย์ เป็นต้น
ร้อยละ 20 : สำหรับการบริหาร การจัดการ การวิจัย และการออกโปรแกรมทางการตลาด
ร้อยละ 5 : สำหรับการใช้ในกิจกรรมอื่นๆ กฏหมาย และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
 
3. ผลกระทบต่อบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน)
บริษัทพยายามอย่างยิ่งที่จะพิจารณาถึงผลกระทบต่อบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) จากการตีความด้วยมาตราฐานบัญชีที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบริษัทขอชี้แจงว่า แนวทางการอธิบายผลกระทบต่อบริษัท จะยังคงขึ้นอยู่กับมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชี และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ICO ในอนาคต ซึ่งบริษัทจะต้องปฎิบัติตามมาตรฐานบัญชีที่มีขึ้นต่อไปในอนาคต
1) ผลกระทบต่องบการเงินรวมของ JMART เมื่อ JVC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยมีการระดมทุนแบบ ICO และรายการดังกล่าวจะปรากฏในงบการเงินงวดใดเป็นต้นไป
บริษัทถือหุ้นในบริษัท JVC ในสัดส่วนร้อยละ 80 บริษัทจึงต้องจัดทางบการเงินรวมในฐานะที่ JVC เป็นบริษัทย่อย ในกรณี JVC ออกเสนอขาย JFin Coin ได้สาเร็จ โดยมีช่วงการเสนอขาย Presale ระหว่างวันที่ 14 – 28 กุมภาพันธ์ 2561 และเสนอขาย ICO ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 มีนาคม 2561 ซึ่งการเสนอขายดังกล่าวทำให้บริษัทได้รับเงินสดเข้ามาในบัญชีของบริษัท ด้วยจานวนระดมทุน 100,000,000 โทเคน ที่ราคา 6.60 บาทต่อโทเคน เงินสดภายหลังหักค่าธรรมเนียมต่างๆ จะถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ของ JVC ตามมูลค่าเงินสุทธิที่ได้รับ (เดบิต เงินสด) และ JVC จะลงบันทึกหนี้สินเพิ่มขึ้นด้วยรายการเงินรับล่วงหน้า (Deferred Revenue) (เครดิต เงินรับล่วงหน้า) ซึ่งบริษัทจะรับรู้รายได้ต่อเมื่อระบบได้พัฒนาแล้วเสร็จ และผู้ที่ถือ JFin โทเคน เข้ามาใช้ระบบ โดยการรับรู้เป็นรายได้เป็นงวดเดียว ณ วันที่ระบบได้พัฒนาแล้วเสร็จ หรือทยอยตัดรับรู้รายได้ ยังอยู่ระหว่างการหารือ และมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้องในอนาคต
ภายหลังจากการพัฒนาระบบเสร็จสิ้นบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ค่าจ้างค่าแรง ค่าบารุงรักษาระบบ ค่าเสื่อมราคาของระบบ และอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องการระดมทุนดังกล่าวบริษัทจะได้รับเงินสดภายในไตรมาส 1 หรือหากการระดมทุนเสร็จสิ้นในช่วงเสนอขาย ICOบริษัทจะต้องรอการเคลียร์ลิ่งเงินเพื่อโอนให้กับบริษัท บริษัทจะได้รับเงินในช่วงต้นเดือนเมษายน 2561 ซึ่งเงินที่เข้าบัญชีจะเป็นเงินสกุลไทยบาท ซึ่งรายการดังกล่าวคาดว่าจะปรากฎภายในงบการเงินไตรมาส 1/2561เมื่อพิจารณาตามแนวทางนี้ โดยพิจารณาตามเกณฑ์การได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสาคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน จะพบว่าขนาดของรายการมีมูลค่า ซึ่งคิดเปนรอยละ 4.66 ของมูลคาสินทรัพยรวมของบริษัทตามงบการเงินรวม ณ ไตรมาส 3/2560
2) สัดส่วนการลงทุนหรือสิทธิใดๆ ของ JMART ในหุ้นของ JVC จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไรบริษัทยังคงถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 80 ในบริษัท JVC เนื่องจากบริษัทเสนอขายดิจิตัลโทเคน มิได้ทำให้เกิด Dilution Effect ใน JVC และสำหรับในด้านสิทธิบริษัทยังคงมีสิทธิในหุ้นของ JVC เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
3) ภาระผูกพันของ JMART และ JVC จากการออกและเสนอขายด้วย JFin Coinบริษัทขอชี้แจงว่าบริษัท และ JVC Coin ไม่มีภาระต้องชาระคืนเงินระดมทุนให้กับผู้สนับสนุน หากบริษัทไม่สามารถพัฒนาระบบที่แจ้งไว้ในเอกสาร White Paper แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามบริษัท และ JVC ในฐานะบริษัทย่อย มุ่งหวังที่จะดำเนินตามแผนการดาเนินงานที่ได้แสดงไว้ในเอกสาร White Paper โดยแผนการดาเนินงานดังกล่าวขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ และการกากับที่เกี่ยวข้อง
บริษัทขอแจ้งให้ทราบว่าผู้ถือโทเคนที่ผู้สนับสนุนร่วมซื้อไปไม่สามารถนา JFin โทเคนกลับมาคืนเป็นเงินปกติ หรือ Fiat Money ได้ ซึ่งวิธีในการแปลงสภาพคล่องของโทเคน คือ การทาไปซื้อขายในตลาดรองที่ยอมรับของ JFin Coin
ทั้งนี้แผนดำเนินการของการพัฒนาระบบมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ช่วงเวลา ไตรมาส 3 หรือ 4 ปี 2561  การดำเนินการ พัฒนาระบบเสร็จสิ้น Credit Scoring (E-KYC, E-Consent,สินเชื่อดิจิตัล)
ช่วงเวลา ไตรมาส 1 ปี 2562    การดำเนินการ พัฒนาระบบเสร็จสิ้น Blockchain และ Smart Contacts
ช่วงเวลา ไตรมาส 2 ปี 2562   การดำเนินการพัฒนาระบบเสร็จสิ้น E-Wallet และ Crypto-Wallet
ช่วงเวลา ไตรมาส 4 ปี 2562   การดำเนินการ พัฒนาระบบเสร็จสิ้น JFin P2P Lending System
ช่วงเวลา ไตรมาส 1 ปี 2563   การดำเนินการ พัฒนาระบบเสร็จสิ้น Big Data Analysis และ AI Machine Learning
ช่วงเวลา  กลางปี 2563   การดำเนินการ เริ่มนำเอาระบบไปใช้ในต่างประเทศ
หมายเหตุ: การพัฒนาระบบดังกล่าวขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องของทางการ
ทั้งนี้ บริษัทจะพัฒนาระบบ DDLP เสร็จสิ้นภายในปี 2563
4) ข้อมูลอื่นใดที่อาจกระทบต่อ JMART และกลุ่มบริษัท เช่น การประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น / แผนการลงทุนใน JVC ของกลุ่มบริษัท เป็นต้นบริษัทย่อยได้เปิดเผยส่วนของความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุไว้อย่างชัดเจนในส่วนของความเสี่ยง คือ
ก) ความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์ และกฎหมายโดยในปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่ากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain และ ICO ยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ในอนาคตหากมีกฎเกณฑ์ และการกำกับควบคุมในที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลต่อ Smart Contact หรือ JFin โทเคนในอนาคต และบริษัทยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวในอนาคต
ข) มูลค่าของ JFin โทเคนเนื่องจาก JFin โทเคน จะนำไปซื้อขายในตลาดรองที่ยอมรับ JFin โทเคน ซึ่งการซื้อขายในตลาดรอง ราคาของ JFin โทเคน จะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของ JFin โทเคน ในอนาคต
ค) ความเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งไม่อาจทราบได้ในปัจจุบันในด้านของผลต่อกลุ่มบริษัทอื่นในด้านการประกอบธุรกิจ จะพบว่าในเอกสาร White Paper ฉบับเผยแพร่หน้า 15 ว่าในกรณีที่เกิดหนี้สงสัยจะสูญขึ้นจะเกิดการติดตามหนี้ขึ้นมาทันที ซึ่งในประเด็นนี้บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค จากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทอาจเข้ามาให้บริการติดตามหนี้สงสัยจะสูญนี้ ซึ่งหากรายการการเข้ามาให้บริการติดตามหนี้สงสัยจะสูญเข้าข่ายเป็นการทารายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยง บริษัทจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวในอนาคต
สำหรับแผนการลงทุนใน JFin โทเคนในอนาคตของบริษัท นั้นในเอกสาร White Paper ชี้แจงไว้ว่า JVC ได้จัดสรร JFin โทเคนร้อยละ 23.34 หรือ 70 ล้านโทเคน ให้ขายเฉพาะ (Private Sale) ให้กับบริษัท และบริษัทย่อย ซึ่งแบ่งเป็นร้อยละ 6.67 หรือ 20 ล้านโทเคน ซึ่งจะขายเฉพาะให้กับบริษัทได้จนกว่าวันที่ 1 ตุลาคม 2561 และร้อยละ 16.67 หรือ 50 ล้านโทเคน ซึ่งจะขายเฉพาะให้กับบริษัทได้จนกว่าวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้ การพิจารณาซื้อโทเคนดังกล่าวจะพิจารณาจากผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น หากการซื้อโทเคนในอนาคตได้เข้าเกณฑ์การได้มาซึ่งสินทรัพย์ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยง บริษัทจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวในอนาคต
 
    

(สุกัญญา ศิริรวง รายงาน; เรียบเรียง;โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com/ )  
      
ที่มา: หุ้นอินไซด์


วันที่ : 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561