Home > News Feed
     Update: IRPC แจงงบปี 60 กำไรโต 17% หลังราคาขายปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ เผยปี 61-65 เตรียมงบลงทุน 5.32 หมื่นลบ.
 
  สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 14 กุมภาพันธ์   2561)--------บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลดำเนินงานปี 2560 มีกำไรสุทธิ 11,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,721 ล้านบาท โดยในปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 197,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เป็นผลจากราคาขายปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
นอกจานี้ โครงการขยายกำลังการผลิต โพลี โพรพิลีน (PP Expansion, PPE) 160,000 ตันต่อปี และโครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีนชนิดคอมพาวด์ (PP Compounding, PPC) 140,000 ตันต่อปี ได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ ในเดือน ก.ย.และ ธ.ค.2560 ตามลำดับ
บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) จำนวน 32,370 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของโครงการ UHV และโครงการ PPE ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ประกอบกับต้นทุนน้ำมันดิบลดลง
พร้อมกันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลปี 60ในอัตราหุ้นละ 0.29 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 26 ก.พ.61 กำหนดจ่าย วันที่ 19 เม.ย.61 
  IRPC   เปิดเผยถึงงบประมาณสำหรับโครงการลงทุนของบริษัทฯ (รวมโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา) ระหว่างปี 2561-2565 มีจำนวน 53,279 ล้านบาท โดยในปี 2561 ค่าใช้จ่ายลงทุนสำหรับโครงการลงทุนที่ดำเนินการต่อเนื่องมีจำนวน 1,933 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการเพิ่มมูลค่าเพื่อผลิตภัณฑ์สะอาด (โครงการ UHV) โครงการขยายกำลังการผลิตโพลีโพรพิลีน (โครงการ PPE/PCC) และโครงการ Everest
นอกจากนี้บริษัทฯ มีงบประมาณสำหรับโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษาจำนวน 34,793 ล้านบาท โดยการนำวัตถุดิบหลักจำกกระบวนการผลิตภายในของบริษัทฯ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของบริษัทฯ 
ทั้งนี้แนวโน้มปี 2561  ธุรกิจปิโตรเลียม
สถานการณ์ปิโตรเลียมในปี 2561 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2560 และเคลื่อนไหวในกรอบ 60–65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มขยายตัวที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 98.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งทั่วโลก ทั้งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นอกจากนี้ ความร่วมมือระหวางผู้ผลิตกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก นำโดยซาอุดิอาระเบียและรัสเซียที่ตัดสินใจขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตร่วมกันประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่สิ้นสุดเดือน มี.ค.2561 เป็นสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2561 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่หนุนราคำน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายในการลดน้ำมันดิบคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD Stocks) ให้กลับมาอยู่ที่ระดับค่ำเฉลี่ย 5 ปี ทั้งนี้ ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ประเทศอิรัก เวเนซุเอล่า ลิเบีย และไนจีเรีย นับเป็นความไม่แน่นอนของตลาดที่ต้องจับตามองในปี 2561 ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัวมากขึ้น
อย่าไรก็ตาม การปรับตัวเข้าสู่สมดุลของตลาดน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับความเสี่ยง โดยตลาดอาจกลับมาประสบกับภาวะอุปทานล้นตลาดอีกครั้ง เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเฉพาะปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 7 แสนบาร์เรลต่อวัน หลังจากราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานส่วนเกินเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น เป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบในระยะยาว
ธุรกิจปิโตรเคมี แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีปี 2561 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลก สำหรับปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 3.7 ซึ่งการขยายตัวจะปรับตัวดีขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เช่น อินเดีย และเวียดนาม ประกอบกับนโยบายการควบคุมเรื่องสิ่งแวดล้อมของประเทศจีน ทำให้มีการลดการใช้ Scrap & Waste plastic รวมทั้งโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) ของประเทศจีน ช่วยสนับสนุนความต้องการใช้เม็ดพลาสติกให้ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มโพลีเอทิลีนยังคงได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์กำลังกำรผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกำ ในขณะที่ธุรกิจกลุ่มโพลีสไตรีนิคส์มีกำลังกำรผลิตใหม่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังมีข้อจำกัดอื่นที่สำคัญ ได้แก่ ความผันผวนของราคำน้ำมัน การอ่อนค่าของสกุลเงินหลักๆ ของประเทศคู่ค้าเช่น เงินยูโร เงินเยน และเงินหยวนที่มีแนวโน้มอ่อนค่ำลงตามนโยบายเศรษฐกิจและกำรเงินของประเทศจีน ซึ่งการอ่อนค่าของสกุลเงินเหล่านี้ เป็นข้อจำกัดต่อกำรขยายตัวของปริมาณการส่งออก และเป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวของราคาสินค้าในตลาดโลก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
    

(สุกัญญา ศิริรวง รายงาน; เรียบเรียง;โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com/ )  
      
ที่มา: หุ้นอินไซด์


วันที่ : 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561