Home > News Feed
    บล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน

กลยุทธ์การลงทุน
          SET ผ่าน 1800 จุด ยาก ยังขาดปัจจัยหนุน ขณะที่เงินเฟ้อโลกทรงตัว-ขึ้นหนุนดอกเบี้ยฯ เข้าสู่วัฏจักขาขึ้น ยกเว้นไทย เงินเฟ้อต่ำ หนุนดอกเบี้ยต่ำตลอด 1H61 ราคาน้ำมันดิบยังแกว่งตัว ตลาดคาดสต๊อกสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 และแรงขายต่างชาติยังหนาแน่น กลยุทธ์ฯ ผสมผสานหุ้น Domestic Play(WHA, BJC, STEC) + Global Play(HANA,  PTTEP)  หรือเงินปันผลสูง (SIRI, INTUCH) และ Top picks WHA (FV@B4.89) และ STEC(FV@B30) ได้งาน GULF หนุน Backlog ขึ้นไปเป็น 1.3 แสนล้านบาท รับรู้รายได้อีกหลายปี    

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย ….. ดัชนีชะลอตัว พร้อมมูลค่าการซื้อขายลดลง
          วานนี้ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ ในแดนบวกและปิดตลาดที่ 1800.03 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.58 จุด หรือ 0.03% แต่มูลค่าการซื้อขายยังเบาบาง 5.38 หมื่นล้านบาท แรงซื้อหุ้นกลุ่มสื่อสารกลับมาหนุนตลาด นำโดย ADVANC เพิ่มขึ้น 1.03%, INTUCH ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 0.9% และ DTAC เพิ่มขึ้นแรงกว่า 4.28% ตามด้วยการปรับขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น AOT เพิ่มขึ้น 1.85%, SCC เพิ่มขึ้น 1.68% และหุ้นกลุ่มพลังงาน-โรงกลั่นอย่าง IRPC เพิ่มขึ้น 1.35% ซึ่งสวนทางกับราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP ที่ปรับลดลง 1.30% หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า GPSC ลดลง 3.21% หลังรายงานกำไรสุทธิ 4Q60 เท่ากับ 721.6 ล้านบาท ลดลง 18.8% qoq  ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีกว่า 19% ได้สะท้อนทุกโครงการในมือที่จะทยอย COD ในอนาคตไปแล้วจึงมีโอกาสเห็นการปรับฐานของราคาหุ้นต่อจึงแนะนำลงทุนใน BGRIM แทน  
          สำหรับแนวโน้มตลาดวันนี้ ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ยังดูเบาบาง จึงทำให้ดัชนีน่าจะยังแกว่งตัวบริเวณ 1800 จุดเหมือนเดิม ประเมินแนวรับที่ 1790 จุด แนวต้าน 1810 จุด

เงินเฟ้อโลกทรง-ขึ้น หนุนดอกเบี้ยโลกเข้าสู่วัฎจักรขาขึ้น
          เงินเฟ้อโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น  สะท้อนจากวานนี้ อังกฤษรายงานเงินเฟ้อ เดือน ม.ค. ยังสูงถึง 3% ติดต่อเป็นเดือนที่  2   ผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และเงินปอนด์ที่อ่อนค่า 6.6% นับตั้งแต่ Brexit  (24 มิ.ย. 2556   แต่เงินปอนด์กลับมาอยู่ในทิศทางแข็งค่าตลอดปี 2560  ทำให้สุทธิแล้ว อ่อนค่าลดลง)  หนุนให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น  อาทิ เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น เงินเฟ้อที่สูงเทียบกับดอกเบี้ยนโยบายที่  0.5%  ทำให้ตลาดคาดธนาคารกลางอังกฤษจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ราว 0.5%
          ขณะที่สหรัฐ วันนี้ติดตามการายงานเงินเฟ้อในเดือนเดียวกัน ตลาดคาดที่ 1.9%yoy ชะลอลงจาก 2.1% ในเดือนก่อน เทียบกับอัตราดอกเบี้ยฯ ล่าสุดอยู่ที่ 1.5%   ซึ่งหากออกมาต่ำกว่าคาดน่าจะทำให้ตลาดลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed  ในปีนี้ ก่อนหน้าคาดจะขึ้นเกิน 3 ครั้งในปีนี้ กดดันให้  Bond yield อายุ 10 ปี ที่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 2.86% เมื่อวันที่ 12 ก.พ.  เริ่มชะลอลงติดต่อกัน 2 วัน ล่าสุดอยู่ที่  2.83% 
          และไทย วันนี้ ช่วง 14.00 น. การประชุม กนง.คาดยังคงดอกเบี้ย 1.5% ตามเดิม เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดเดือน ม.ค. 0.68%yoy ชะลอตัวติดต่อกัน 2 เดือน เนื่องจากราคาสินค้าหมวดเกษตร เช่น อาหารสดปรับลดลง อย่างไรก็ตามคาด กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในช่วง 1H61  และน่าจะปรับขึ้นราวช่วง 2H61 ทั้งนี้ขึ้นกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อใน 2H61 และสภาพคล่องในระบบการเงินโลก  
          โดยภาพรวมค่าเงินปอนด์แกว่งตัวในทิศทางทางแข็งค่าในช่วงสั้น หรือแข็งค่า 2.8% เทียบกับดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นปี (ytd) ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่า ราว 2.6% ytd กดดันให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเซียผันผวน กล่าวคือ เงินเปโซอ่อนค่ามากสุด 4.3% นับจากจุดต่ำสุดเมื่อ 5 ม.ค. 2556 ตามมาด้วย เงินริงกิต อ่อนค่า 3.6% นับจากจุดต่ำสุด 25 ม.ค. และเงินรูเปียะห์ อ่อนค่า 2.7% นับจากจุดต่ำสุดเมื่อ 29 ม.ค. เริ่มชะลอการอ่อนค่าตามลำดับ ส่วนเงินบาทนับว่าอ่อนค่าช้า และยังน้อยสุดราว 2% และกลับมาอยู่ในกรอบแข็งค่า ซึ่งกลับมากดดันหุ้นส่งออก เพราะดูเหมือนไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น  ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์  เป็นต้น ยังคงอยู่ในช่วงของการแกว่งตัวเช่นกัน

ภาพรวมต่างชาติยังเดินหน้าขายหุ้นในภูมิภาคเป็นวันที่ 11
          วานนี้ต่างชาติขายสุทธิหุ้นในภูมิภาคติดต่อกันเป็นวันที่ 11 ด้วยมูลค่ารวม 616 พันล้านเหรียญ และเป็นการขายสุทธิเกือบทุกประเทศ ยกเว้นเพียงเกาหลีใต้ที่ต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิ 241 ล้านเหรียญ (หลังจากขายสุทธิ 2 วัน) ส่วนตลาดหุ้นที่เหลืออีก 4 ประเทศ ยังขายสุทธิ คือ ไต้หวันขายสุทธิ 747 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 8) ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 16 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 12), ฟิลิปปินส์ 16 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 13) และไทยที่ต่างชาติขายสุทธิอีก 78 ล้านเหรียญ หรือ 2.47 พันล้านบาท (ขายสุทธิเป็นวันที่ 8 มีมูลค่ารวมสูงถึง 3.18 หมื่นล้านบาท) ต่างกับสถาบันในประเทศที่ซื้อสุทธิ 4.18 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3)
          ส่วนทางด้านตลาดตราสารหนี้ไทย นักลงทุนสถาบันฯที่ซื้อสุทธิ 2.81 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับต่างชาติที่เริ่มกลับมาซื้อสุทธิ 7.91 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 2) อย่างไรก็ตามแรงซื้อกลับมาเฉพาะในตราสารหนี้ระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) ราว 8.72 พันล้านบาท ส่วนตราสารหนี้ระยะยาวถูกขายสุทธิเล็กน้อย 803 ล้านบาท

SET ยังต่ำกว่า 1800 จุด เพราะแรงขายต่างชาติและแรงขายรับงบ 
          คาด SET Index น่าจะยังเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 1800 จุด ต่อไปในระยะนี้ จากแรงกดดันใน 3 ปัจจัยหลัก คือ
          1. ราคาน้ำมันดิบน่าจะยังเคลื่อนไหวทรงตัวอยู่บริเวณ 60 เหรียญต่อบาร์เรล จากความกังวลด้าน supply โดยการรายงานสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐรายสัปดาห์ ที่จะประกาศค่ำวันนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) ทาง EIA คาดว่าเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน อีก 2.825 ล้านบาร์เรล หากออกมาตามคาดจะเป็นการเพิ่มขึ้นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน
          2. แรงกดดันจาก Sell on fact ของบริษัทจดทะเบียนที่รายงานผลประกอบการ โดยวานนี้มีบริษัทที่รายงานงบฯ คือ
          IRPC   กำไรสุทธิตามคาดที่ 4.5 พันล้านบาทใน 4Q60  เพิ่มถึง 166%yoy และ 39%qoq  เพราะ บันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมันที่สูงกว่า 2 พันล้านบาท และกำไรจากการกลับรายการด้อยค่าสินทรัพย์ราว 600 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินปกติยังค่อนข้างดีจากราคาขายที่ปรับตัวขึ้น และปริมาณขายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยรวมปี 2560 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5%yoy
          SPRC  กำไรสุทธิ 4Q60  2.6 พันล้านบาท ลดลง 8.7% qoq และ 8.4% yoy ทั้งปี 2560  อยู่ที่ 8.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% yoy ประกาศจ่ายปันผลที่ 0.6806 บาท/หุ้น ขึ้น  XD 17 เม.ย. 61
          และ  KCE กำไรสุทธิงวด 4Q60 เท่ากับ 598 ล้านบาท สูงกว่าคาด 16%  แต่ลดลง 2.4% qoq และ 13.4% yoy กำไรที่สูงกว่าคาด เพราะบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามา 63 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่  540 ล้านบาท สูงกว่าคาด 5% แต่ยังลดลง 5.6% qoq และ 25.2% yoy  ซึ่งเป็นผลของนอกฤดูกาลส่งออก  และ gross margin ลดลงมาอยู่ที่ 28.3% ทำระดับต่ำสุดในรอบ 18 ไตรมาส จากระดับ 30.1% ในงวด 3Q60 หลักๆ มาจากราคาวัตถุดิบทองแดงเฉลี่ยงวด 4Q60 ปรับเพิ่มขึ้น 7.4% qoq และ 29.5% yoy สู่ระดับ 6.86 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน และค่าเงินบาทเฉลี่ยงวด 4Q60 แข็งค่าขึ้น 1.3% qoq และ 7.0% yoy  ทำให้กำไรสุทธิปี 2560  2.55 พันล้านบาท ลดลง 16.3% yoy สอดคล้องกับประมาณการกำไรสุทธิปี 2560 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้
          สำหรับสัปดาห์นี้ คาดจะมีหุ้นปิโตรเลียม-โรงกลั่น ทยอยประกาศผลประกอบการ เช่น  PTTGC, TOP, BCP, PTT  รวมทั้งหุ้นอื่นๆ เช่น ROBINS และ BJC
          3. สัดส่วนที่นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทย จากข้อมูลสิ้นสุดเดือน ม.ค. 61 พบว่าอยู่ที่ 31.37% ( แยกเป็นปิดโอนในชื่อต่างชาติ 24.30% และ NVDR 7.06%)  ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 2547-ปัจจุบัน ที่ 33.28% อย่างไรก็ตามในเดือน ก.พ. นี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปแล้วกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท จึงคาดว่าสัดส่วนในการถือหุ้นดังกล่าวน่าจะลดลงจากเดือน ม.ค. 

กลยุทธ์การลงทุนสะสมหุ้น STEC, BJC, WHA
          กลยุทธ์การลงทุน ยังแนะนำให้ถือหุ้น 40% หรือถือเงินสด 60% โดยให้ขายหุ้นที่เกิน Fair Value  หรือ upside จำกัด จำกัด (เช่น EA, GPSC, PCSGH, TVO, SAPPE, SINGER, JAS,  AOT, EA, TRUE, BAY, TOP, SCCC เป็นต้น) และสลับมาลงทุนกลุ่มต่อไปนี้
          หุ้น Domestic Play อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ
          - หุ้นกลุ่มค้าปลีก ที่ได้ปัจจัยหนุนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ขยายตัวติดต่อกัน 6 เดือน และทำระดับสูงสุดกว่า 36 เดือน สะท้อนถึงความการฟื้นตัวของภาคการบริโภค แนะนำ BJC
          - กลุ่มนิคมฯ ที่ได้ sentiment บวกจากการที่ สนช. เห็นชอบ พ.ร.บ. EEC แล้ว และเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นกฏหมายได้ทันในเดือน ก.พ. นี้ ส่งผลบวกต่อ AMATA และ WHA รวมทั้ง EASTW และหุ้น STEC ที่มีปัจจัยบวกรองรับระยะสั้น จากการที่ backlog จะเพิ่มขึ้นจากงานใหม่ๆ โดยเฉพาะ งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า 2 แห่งของ GULF มูลค่างานรวมกว่า 1.99 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาด 4Q60 กำไรสุทธิขึ้นทำจุดสูงสุดของปีจากการบันทึกกำไรพิเศษจากการตีราคาที่ดิน ส่วนปี 2561 กำไรสุทธิเติบโตมากถึง 30%yoy
          - หุ้นปันผลสูง  ฝ่ายวิจัยคัดเลือกหุ้นที่มี Dividend Yield สูง (มากกว่า 4%) ความผันผวนต่ำ (Beta น้อยกว่า 1) P/E อยู่ในระดับต่ำ (ไม่เกิน 15 เท่า) มี upside มากกว่า 15% และฝ่ายวิจัยแนะนำ ซื้อ ได้หุ้นปันผลเด่น คือ SC, MCS, RATCH, EASTW, TASCO ผสานกับหุ้น Dividend Play ที่แนะนำไปก่อนหน้านี้ คือ SIRI, INTUCH และ MAJOR  โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ราว 2 เดือน และขายทำกำไรในวันขึ้น XD 

          ภรณี ทองเย็น
          เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146

          เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
          เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132

          พบชัย ภัทราวิชญ์
          เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 052647

          ภราดร เตียรณปราโมทย์
          เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365

          ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
          เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636

          โยธิน ภูคงนิล
          ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ

          วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
          ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์

    

(นวพร เชื้อเมืองพาน เรียบเรียง ;โทร.02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com )

ที่มา: หุ้นอินไซด์


วันที่ : 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561